Sofa Talk : A member of “Thaitanium”, Producer, and Rapper. He has been an integral force of Thai Hip Hop culture since its birth

ขันเงิน เนื้อนวล หรือที่เรารู้จักกันในนาม “ขัน ไทเท” หนึ่งในสมาชิกวง “Thaitanium” วงดนตรีฮิปฮอปที่โด่งดังที่สุดในประเทศไทย เราจะมาพูดคุยถึงเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับแนวเพลงฮิปฮอป เพื่อตอบคำถามคาใจว่าในยุคที่ฮิปฮอปยังไม่เป็นที่นิยมในประเทศไทย ทำไมเขาถึงเลือกท่ีจะทำต่อ และตามความฝันให้เป็นจริง

จากจุดเริ่มต้นของ Thaitanium ที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรค์มากมายที่สหรัฐอเมริกา ขัน เดย์ และ เวย์ ได้ใช้ชีวิตร่วมกันในช่วงเวลานี้ ผ่านการบ่มเพาะตัวตนและการเป็นนักดนตรีจากความยากลำบาก และความพยายามทำลายกำแพงทางวัฒนธรรมโดยใช้ผลงานเพลงเป็นตัวกลาง ทำให้พวกเขาก่อตั้งวง ไทเทเนี่ยม (Thaitanium) ขึ้นมา และได้ออกสตูดิโออัลบั้มแรกอย่างเป็นทางการของวง คือ อัลบั้ม AA (2000) และมีผลงานตามมาอีกมากมาย จนทำให้วง ไทเทเนียม (Thaitanium) กลายเป็นวงฮิปฮอปที่มีอิทธิพลต่อวัยรุ่นไทย และเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้เพลงฮิปฮอปลงหลักปักฐานในวงการเพลงไทยมาถึงทุกวันนี้

 

อยู่ในวงการมา 25 ปีแล้ว อยากให้ช่วยอธิบายถึงวัฒนธรรมฮิปฮอปและแฟชั่นว่ามีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร ?

จริง ๆ แล้วฮิปฮอปคือ culture และ ฮิปฮอปก็เป็น Identity นึง พอสองสิ่งนี้มารวมกันเลยออกมาค่อนข้างชัดเจน คนที่อยู่ในวัฒนธรรมของฮิปฮอป ก็มักทำอะไรไม่ค่อยเหมือนคนอื่น ในช่วง 70’s ช่วงนั้นคนก็จะยังไม่ค่อยมีเงินมากเลยจะสรรหาสิ่งของง่ายๆมาประดับ กฏสำคัญก็คือห้ามเหมือนกัน ทั้งด้านการแร๊ป การเต้น แฟชั่น แต่พอคนเริ่มทำเข้าเยอะๆ ความดั้งเดิมก็จะยิ่งหายากขึ้น 

ฮิปฮอปมีอิทธิพลกับแฟชั่นสไตล์การแต่งตัวของขันอย่างไร ?

ไม่มีที่มา มันแค่ไปกับตัวเราได้ แต่เราแค่หาสิ่งที่แตกต่าง มันไม่ได้ต้องตามเทรนด์ ไม่จำเป็นต้องเหมือนเค้า เราแค่หา Identity ของเราเอง แต่ความเป็นฮิปฮอปมันอยู่ข้างใน แล้วเราเอามาประกอบกับแฟชั่น ซึ่งความเป็นออริจินัล ความเป็นตัวของเรานี่แหละ คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการนำมาประกอบกับวัฒนธรรมฮิปฮอป

 

พูดถึงยุคทองของดนตรีฮิปฮอปและแฟชั่นในยุค 90s ในฐานะที่เติบโตในยุคนั้น ?

ทุกคนจะคิดว่า 90s คือยุคทองของมัน แต่พี่ว่ายุคทองของฮิปฮอป มันคือตลอดเวลา ทุกเวลา เพราะมันก็พัฒนามาตลอดแแค่ว่า 90s มันเน้นทักษะ ไม่ได้เน้นความหรูหราเหมือนตอนนี้ ไม่ได้เน้นเมโลดี้ แค่รู้สึกว่าต้องเก่งจริง เจ๋งจริง ถ้าเป็นสมัยก่อนแล้วมาคล้ายกัน มันจะเป็นการ bite “การกัด” คือ “you bite my style” คล้าย ๆ เลียนแบบกัน ดังนั้นทุกอย่างจะมีรูปแบบของตัวเอง เช่นการแร็ป เพลง การแต่งตัว มันเป็นการแข่งขันกันด้วยทักษะ ค้นหาความพิเศษ ความแปลกใหม่ของตนเองมากกว่า เพราะไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องอื่น สมัยก่อนศิลปินเข้าถึงง่ายมาก เวทีฮิปฮอปสูงแค่เข่าเอง เข้าถึงง่าย ทุกคนมีส่วนร่วมได้ง่ายพออุตสาหกรรมฮิปฮอปใหญ่ขึ้น ศิลปินเลยดูเข้าถึงได้ยากขึ้น กลายเป็น Super star ทำให้บางทีเราอาจไม่มีส่วนร่วมด้วยมากขนาดนั้น

A Tribe Called Ques
NAS
Tupac Amaru Shakur

ยุค 90s ที่เป็นหลายๆคนมองว่าเป็น Golden Era ของฮิปฮอป ขัน ไทเทเนี่ยม มีวงหรือศิลปินฮิปฮอปคนไหนเป็นแรงบันดาลใจในการทำเพลงบ้าง ? 

พี่อยู่ฝั่ง West Coast – San Fancisco Bay Area พี่จะไม่ได้อยู่กับแนว Gangster แต่พี่จะอยู่กับ B-Boy, DJ เป็น concious hip hop จะมีความคิดแต่เป็นกลุ่ม เล็ก ๆ ของบริเวณนั้น มีการทำประโยชน์ให้กับสังคม 

มีความตระหนักรู้ในเรื่องต่าง ๆ แล้วก็ฟัง east coast hip hop ฟังพวก A Tribe Called Quest, Tupac, และ Nas ออกแนวเป็น street มากขึ้น เกี่ยวกับชีวิต เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต แต่ในด้านของ New York จะรู้สึกว่าตัวเองมีความพิเศษมากกว่าที่อื่น ทักษะจะเหนือกว่า แอบเหยียด West Coast แต่ตอนนั้นยังไม่ได้ทะเลาะกันร้ายแรง เมื่อตอนประมาณปี 95s พี่แบก เครื่องเล่นแผ่นเสียงและไวนิลกลับมาไทย มาเปิดปาร์ตี้ที่นี้ เลยไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ Tupac ที่มีการขัดแย้งกัน ในตอนที่พี่อยู่อเมริกา Gangster Rap ที่พี่ขันเคยไปดู แล้วมีเหตุการณ์ยิงกัน การพกปืนคือการป้องกันตัว เป็นเรื่องที่พบเจอได้ปกติ ด้วยความที่ฮิปฮอปเป็นดนตรีที่รวมกันของคนหลากหลายประเภท หลายชาติมารวมกัน หลากหลายความคิด ความเห็นต่างก็เกิดขึ้นได้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีที่รวมคนหลาย ๆ ประเภทรวมกัน เป็นดนตรีที่เชื่อมต่อระหว่างหลาย ๆ เชื้อชาติ แต่ก็หลีกเลี่ยงเรื่องการ racist (เหยียดสีผิว) บางทีก็อดไม่ได้ต้องตีต่อย ไม่งั้นก็ต้องนิ่งถ้าเขามีปืน 

 

แล้วตอนนั้นวิธีการทำเพลงเป็นอย่างไร ?

ตอนนั้นไม่มี computer music ความยากคือการเก็บเงินซื้อเครื่อง sampling จากแผ่นเสียง ต้องทำบีท (beat) ให้เสร็จก่อนในเครื่องพวกนี้ แล้วค่อยอัดเสียง โดยจะมี 4-track แล้วเอาแผ่นเสียงมา อัดใส่ลงไปในเทปคาสเซ็ท ในตอนนั้นมันมีแค่นั้น เปิดเป็นเทปอันนึง เทิร์นอันนึง ฝึกไปเรื่อย ๆ จนเก็บตังซื้อเทิร์นอีกตัวได้ 

 

จากการเติบโตที่นิวยอร์ก ได้อิทธิพลดนตรี ไลฟ์สไตล์ และวัฒนธรรมฮิปฮอปยังไง? แล้วคิดว่าวัฒนธรรมจากอเมริกาส่งผลต่อวงการเพลงบ้านเราอย่างไร ?

ตอนที่ได้รับอิทธิพลมากสุด น่าจะเป็นตอนที่อยู่ซานฟรานซิสโก เพราะเราได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราว ฮิปฮอปครั้งแรกที่ The Roots มาแสดงครั้งแรกที่นั้น พี่ได้ไปสัมผัส ได้ไปรู้บรรยากาศ เหมือนอยู่ในประวัติ

ศาสตร์ที่ตอนนี้เขาเล่าถึงกัน ทำให้มันอยู่กับเราไปตลอด เพราะเราได้อยู่ตรงนั้น ที่เหตุการณ์เกิดขึ้น ได้เจอมันด้วยตัวเอง เราเลยสามารถถ่ายทอดเรื่องราวนั้น ๆ ออกมาได้ดี เพราะมันมาจากเราประสบการณ์โดยตรง

 

ทำไมถึงมาชอบเพลงฮิปฮอป ทั้ง ๆ ที่มีเพลงหลากหลายแนวให้เลือก ?

เพราะเคยโดนเหยียด เหยียดสีผิวเลย เหมือนโดน marginalize (ถูกลดคุณค่า) ไปอยู่กับโซนคนโดนเหยียด คนกลุ่มน้อย ในใจตอนนั้นเริ่มต่อต้านกับสิ่งที่พี่ได้เจอ ในตอนนั้นอายุแค่ 13 ปี เริ่มได้เห็นโลกกว้างขึ้น เห็นความจริงของโลกว่ามันไม่ได้สวยงามนะ เพลงช่วงนั้นก็เป็นเพลงแนวปลุกระดม ส่งอิทธิพลถึง soundtrack ของเราที่จะเป็นเพลงฮึกเฮิม ลุกขึ้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงและทำอะไรบางอย่างในสังคม แต่จริง ๆ ก็ชอบทุกแนว ฟังทุกแนว แค่ฮิปฮอปตรงกับชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนั้น เป็น soundtrack ของชีวิตช่วงนั้นมันเข้ากันพอดี  

Thaitanium อัลบั้ม Thailand's Most Wanted

ระหว่างที่อยู่นิวยอร์กอะไรเป็นอุปสรรคของ เวย์ เดย์ และ ขัน ในการเริ่มต้นทำเพลง และฟอร์มวงไทเทเนี่ยม ?

อุปสรรคหลักคือเงิน ตอนแรกก่อนจะไปนิวยอร์ก พี่มีอัลบั้มของตัวเองอยู่แล้ว 4 อัลบั้ม มีทำเพลงเก็บเองที่บ้านด้วย พี่เรียนและเก็บเงินซื้อเองมาตลอด กลายเป็นเก็บเงินเพื่อซื้อโปรแกรมลงคอมไว้ พอเก็บเงินได้ระยะหนึ่งและมีอุปกรณ์ครบ เลยบอกพี่เดย์ว่าจะไปนิวยอร์ก ไปทำงานกับสตูดิโอ พี่เวย์ก็อยากไป เก็บกด ไม่ค่อยได้ทำเพลงที่ไทย พอไปถึงก็รีบทำเพลงเลย แต่เมื่อตอนเงินเริ่มหมด ทุกคนเริ่มย้ายมาอยู่บ้านเดียวกัน เพราะต้องช่วยกันแชร์ค่าบ้านที่อยู่ชั้นใต้ดิน ซึ่งผิดกฏหมาย จุดต่ำสุดตอนนั้นคือ เดย์ และ เวย์ โดนไล่ออกจากงาน ขันโดนไล่ออกจากบ้านพัก แต่ใจทุกคนก็รู้สึกว่าอยากมาเริ่มใหม่ มาที่นี่ไม่ได้มาเพื่อความสบาย สู้มาด้วยกัน มองกลับไปก็ยังขำ สนุก ตอนนั้นชีวิตมันยากแต่ตอนนี้ก็ขำ แล้วตอนนั้นอายุ 24 แล้ว เลยยิ่งต้องดิ้นรน เพราะอายุเท่านั้นคนรุ่นเราก็มีหลักปักฐานกันแล้ว มันเลยกดดันเราด้วยและในตอนนั้นพี่ทำงานอยู่สตูดิโอ แล้วได้เจอศิลปินแร็ปเปอร์ทุกวัน ก็เป็นอีกกำลังใจในการทำสิ่ง ๆ นี้ ตอนนั้นพี่เป็น Sound Engineer เวลาสตูดิโอว่างก็เข้าไปอัดเพลงกัน ซึ่งตอนแรกเป็น AA Crew คือยังไม่ได้อัดเพลงในสตูดิโอ แล้วต่อมาเป็น 3 คน ไทเทเนียม ที่มาแบ่งงานกันทำเพลง มาเป็นอัลบั้ม “Thai Rider” ในที่สุด

 

ได้ไปอยู่ทั้งฝั่ง West (San Fransisco) และ East (New York) วัฒนธรรมฮิปฮอปของสองฝั่งต่างกันอย่างไร ?

ฝั่ง West จะชิลกว่า มีธรรมชาติ ทะเล แต่ฝั่ง East จะดูเป็นเมืองมากกว่า มีชีวิตเร่งรีบ แออัด วุ่นวายด้วย แต่มันก็ทำให้เราถึงจุดมุ่งหมาย ผลักดันเราตลอด ๆ Thaitanium จึงสำเร็จได้จาก New York ด้วยความที่ทุกอย่างมันมีอิทธิพลต่อเรา จึงเป็นที่มาของเพลง “King of the Hustle”  รู้สึกว่าตัวเราคอยพยายามหาสิ่งที่ท้าทายตลอด หาลองทำสิ่งที่ยากเสมอ

คุณ พอล สิริสันต์ เคยบอกว่า ขัน เป็นคนแนะนำให้มาเล่นแผ่นเสียง ทำไมถึงคิดว่าการฟังแผ่นเสียงดีกว่าแบบอื่น ?

รู้จักพี่พอลเพราะแม่พี่กับแม่พี่พอลรู้จักกัน ในช่วงปี 96s ตอนพี่กลับมาไทยใหม่ ๆ เข้าวงการมาจากการแข่ง DMC แข่งดีเจที่ไทยแล้วชนะ จึงถือว่าการเข้าวงการ พี่มี turntable มาเพิ่ม 4 ตัว ในตอนนั้นการเรียนรู้ ศึกษาเกี่ยวกับดีเจ ทุก ๆ คนจึงมาหาเรา การเรียนรู้ DJing ยากมาก ต้องไปเจออาจารย์เท่านั้น ทำให้ตอนนั้นพอชนะ คนก็อยากมาให้พี่สอน 

พี่พอลอยากลอง พี่เลยขาย turntable ให้พี่พอลไปตัวนึง ในตอนนั้นยังไม่มี CDJ แต่มี CD แล้วนะ พอได้แชมป์ก็เริ่มหายไปจาก DJ แล้วไปทำเพลงแทนเพราะเราถือว่าเราได้ทำสิ่งนี้สำเร็จแล้ว พูดถึงการเปลี่ยนผ่านจากอนาลอคมาเป็นดิจิตอลก็สนุกมาก การพัฒนาดีไซน์ต่าง ๆ ปัจจุบันฟังแผ่นเสียงเพื่อฟังเพลงมากกว่า ไม่ได้เอามามิกซ์อย่างเดียว พี่คิดว่าเสียงของแผ่นเสียงมัน “ใช่” พอเวลาผ่านไปก็เริ่มซื้อแผ่นเสียงเก่า ๆ อย่างตอนนี้เริ่มซื้อแผ่นของ Billie Holiday, Frank Sinatra ความพิเศษของมันคือเสียงของความเก่า เพลงเก่า ๆ กับการฟังจากแผ่นเสียง ตอนที่หัวเข็มวางลงไป ความลึก ความก้องของเสียงจากไวนิล เสียงเหมือนพาเรากลับไปในยุคนั้น ได้ดื่มด่ำบรรยากาศไปพร้อมกับการฟังดนตรีนั้น

แนะนำ 3 อัลบั้มเพลงโปรดของ ขัน ไทเทเนี่ยม

มีเพลง “สุดขอบฟ้า” ของ คาราบาว มีน้าแอ๊ดเป็นฮีโร่ของเรา เราเลยชอบเพลงนั้น ถึงแม้จะไม่ค่อยมีความฮิบฮอป แต่เพลงของเราที่ชอบก็คือเพลง “Keep My Head 2 Da Sky” เป็นการอธิบายความเป็นตัวเราที่สุด เข้ากับตัวเรา และยุคของเรา 

 

ช่วงเวลาไหนที่ทำให้รู้สึกว่าเพลงของไทเทเนี่ยมประสบความสำเร็จ ?

ตอนแรกก็ทำไปเรื่อย ๆ ไม่ได้คิดมาก ไม่ได้มีฟีดแบคเหมือนตอนนี้ ทุกคนไม่ได้มีช่องทางในการแสดงความเห็นมากแบบตอนนี้ในโซเชียล แค่ทำอย่างที่เราชอบ เราก็ทำไปเรื่อย ๆ โดยที่ไม่ได้มองว่าคนจะชอบหรือไม่ชอบ เพราะเราทำแบบที่เราไม่ชอบมานาน แต่ตอนนี้ได้ทำในสิ่งที่อยากทำแล้ว ทุกอย่างมันพัฒนา ดีขึ้นมากเรื่อย ๆ ทั้งการทำเพลง การเขียนเพลง เราสนุกกับตรงนั้นมากกว่ามาโฟกัสว่าใครชอบไม่ชอบ แต่ปัจจุบันพอมีหลายคอมเม้น แต่ก็ไม่ได้ฟังใครขนาดนั้น เพราะสุดท้ายแล้วทุกการตอบรับมันแตกต่างกัน พี่เลยเลือกทำเพลงแบบที่ตัวเองอยากทำ และคิดว่า “แล้วจะไปทำอะไรให้เขาชอบทำไม” ส่วนตัวเราไม่ได้จำเพลงตัวเองได้ทุกเพลง ก็เหมือนคนวาดรูป วาดไปเรื่อยๆ เสร็จก็ไปเริ่มแผ่นใหม่ ไม่ได้มานั่งจ้องงานตัวเองว่ามีอะไรบ้าง

 

แล้วเวลาแต่งเพลงภาษาไทย ได้แรงบันดาลใจจากไหน เพราะ ขัน เองก็เติบโตจากนิวยอร์ค ?

เริ่มจากแต่งเพลงกับเดย์ เดย์มาจากไทย เลยได้ไวป์แบบไทย พี่พยายามมาเรื่อย ๆ เพราะมีคำศัพท์ภาษาไทยไม่มาก การแต่งเพลงคือวิธีที่เราเขียน คือวิธีที่เราพูด เขียนตามที่เราถนัด เป็นตัวเราเองให้มากที่สุด ไม่ได้มีต้นแบบ เหมือนหมัดเมา ต่อยไปเรื่อย ๆ เป็นการทดลอง ความสนุกคือมันไม่มีขอบเขต พอเขียน พอทำไปเรื่อย ๆ ไอเดียเลยเริ่มซ้ำ เริ่มใกล้กับสิ่งที่เคยทำไปแล้ว เวลาการทำงานทำเพลงเพิ่มเลยยิ่งนาน ต้องพิจารณามากขึ้นใช้เวลากับมันมากกว่าเดิมครับ

แล้วเห็นภาพวงการฮิบฮอปไทยในอีก 5-10 ปีเป็นยังไง คิดว่าจะเป็นที่นิยมและมีพื้นที่ในสากลมากขึ้นขนาดไหน?

จริง ๆ ก็ไม่มีใครรู้ มันมีขึ้นก็ต้องมีลง แต่หนึ่งในความที่ฮิปฮอปเป็น คือมันมีกิจกรรมเยอะ มันเลยอยู่ได้นาน มีแฟชั่น ทำเสื้อ หมวก รองเท้า การเป็น DJ, B-Boy, Graffity มันมีหลายอย่าง เลยทำให้คนหลายกลุ่มเข้ามามีส่วนร่วมด้วย พอโดนสนับสนุนรอบด้าน มันเลยไปได้เรื่อย ๆ ตอนนี้ฮิปฮอปอยู่ทุกที่แล้ว เป็นจุดพีคที่สุด นักแข่ง Formula 1 ก็มาจากฮิปฮอป ครีเอทีฟของ Louis Vuitton ก็มาจากฮิปฮอป ทำให้ฮิปฮอปไม่เคยหยุด ถึงจะมีซาไปบ้าง แต่มันไม่มีทางหายไปไหน แค่ว่าจะขึ้นหรือลง อยู่ที่คนที่ทำงานนี้ คนที่ปั่นกระแสจะทำต่อไปยังไง พี่มองว่าน่าจะอยู่ที่ความสร้างสรรค์ ของคนรุ่นใหม่ ที่จะทำให้มันแปลกใหม่ขึ้นยังไง

 

มีอะไรอยากจะฝากถึงคลื่นลูกใหม่ของวงการฮิปฮอปไหม ?

มันยากที่จะใช้ชีวิตให้เหมือนคนอื่น แต่มันง่ายที่เราจะใช้ชีวิตให้เป็นเรา ถ้าจะทำอะไรให้หาจุดที่เป็นตัวเองเพราะมันจะง่ายที่สุด และมันเป็นเรา หา identity ตัวเองให้เจอ คนก็จะจับตามองเราง่ายขึ้น

 

สุดท้ายแล้วฝากผลงานหน่อย ?

ตอนนี้ทำโปรดิวเซอร์ส่วนใหญ่ครับ แล้วก็มีเพลงของตัวเองเร็ว ๆ นี้

กับ Chonburi Flow และ Twopee อัลบั้มใหม่ครับ

 

ติดตามผลงานของ ขัน ไทเทเนี่ยม ได้ทาง Instagram: @khanthaitay 

Close
Close
Sign in
Close
Cart (0)
No products in the cart.