DJ Mighty NP & Kandi Kev

เริ่มสนใจดนตรีและดีเจเมื่อไหร่ ? อะไรคือแรงบันดาลใจ ?

Mighty: เท่าที่จำความได้ พี่ชายผมชอบเปิดเพลงฮิปฮอปกัน เวลาขับรถไปเล่นบาสที่หมู่บ้าน หมู่บ้านปัญญาช่วงตอนเย็น ๆ หลังเลิกเรียนครับ มันเป็นบรรยากาศที่ฟิวสุดละ และผมเริ่มสนใจฮิปฮอปเองจริง ๆ ก็ประมาณช่วงปี 2000 ครับ จำได้ว่ามีวันที่หยิบซีดีของพี่มานั่งไล่ฟังว่าชอบอันไหนสุด คืออัลบั้ม Dr.Dre 2001 และช่วงโปรเจค T-Hop ซึ่งเป็นโปรเจค compilation รวมตัวศิลปินไทยฮิปฮอปยุค 2000 ตอนนั้นพี่ชายผมเองลีโอกลับมาจากอเมริกาเพื่อมาร่วมงานโปรดิวซ์ให้กับ Dujada กับเพลง ‘ไทยเก๊ก’ ครับ ในช่วงเวลาว่างหลังเลิกเรียนตอนนั้น ผมจะแวะไปดูพี่เขาทำเพลงกันในห้องสตูดิโอห้องอัด พี่ซิก (Rock Acedemy) ซึ่งอยู่ในตึกสมาคมคนบอด สตูดิโอก็อยู่ข้าง ๆ ห้องซ้อมดนตรีคนตาบอดเลย บรรยากาศในสตูดิโอและกระบวนการทำงานนั้นได้เหมือนเปิดโลกใหม่ให้ผมเลย 

 

หลังจากได้ดูพี่ ๆ เขาเขียน rhyme และอัดเพลง จนถึงการมิกซ์ ทำบีท sample จากแผ่นเสียงลงเครื่อง drum machine/sampler Akai MPC มันเหมือนนักวิทยาศาสตร์ทำงานกันอยู่ในแล็บ จนผมเองก็จำและหัดฝึกหัดเองตอนได้ไปเรียนต่อที่อเมริกาช่วงปี 2004 ได้จับแผ่นเสียงที่ฝึกสแครชและมิกซ์ คือแผ่น Superseal คู่กับ Superduckbreaks ครับ นั่งอยู่ในห้องทั้งวัน ซึ่งตอนนั้นที่ฝึกเองคือสังเกตและจำเอา จำเสียงสแครชของ Dj Premier, Dj Q-bert จำจากเพลง จำจากอีเว้นท์ที่เราได้ไปเห็นดีเจเขาเล่น และก็ดูวิดิโอของ Dj Battle ของ ISP Invisible Skratch picklez ครั้งที่อยู่ไทยก็ได้เห็นพี่เต้ง Spydamonkee พอได้ไปอเมริกาก็ได้มีโอกาสดู Dj Shortkut และดีเจท้องถิ่นชาวฟิลิปิน ญี่ปุ่น และอเมริกันใน San Francisco

ดีเจเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมฮิปฮอป แล้วฮิปฮอปมีอิทธิพลต่อแนวคิดและการใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง ?

Mighty: สำหรับผม ฮิปฮอปสอนให้รู้จักนิยามคำว่า ‘dope’ กับ ‘wack’ สอนให้ผมสามารถแยกแยะได้ดีเหมือน yin กับ yang 

 

นักดนตรีกับโปรดิวเซอร์มีวิธีการทำงานต่างกันอย่างไร ?

Kevin: สำหรับผมแล้วการเป็นโปรดิวเซอร์ คือ คนที่เข้าใจในตัวของค่ายและศิลปิน คนที่สามารถช่วยดูแลเรื่องโปรดักชั่น รวมไปจนถึงงบของโปรเจคนั้น ๆ จริง ๆ แล้วการที่เราจะเป็นโปรดิวเซอร์โดยที่จ้างให้นักดนตรีมาเล่นให้ จ้างมือเรียบเรียงเพลง จ้างคนเขียนเนื้อเพลง จ้างมือมิกส์ จ้างมือมาสเตอร์ริ่ง หรือหาห้องอัดที่เหมาะสมกับงานนั้น ๆ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่แปลกเลย แต่ถ้าตัวโปรดิวเซอร์เองนั้นมีความสามารถในด้านดนตรีด้วยแล้วนั้น ก็สามารถที่จะเลือกที่จะไม่ต้องจ้างบางตำแหน่งและทำด้วยตัวเองได้อันนี้ก็แล้วแต่ตัวของโปรดิวเซอร์แต่ละคนครับ

 

ส่วนตัวของผมนั้น ในวัยเด็กของผมนอกจากการเรียนเปียโนแล้วที่บ้านก็ยังมีเครื่องอิเล็กโทนที่มีเสียงต่าง ๆ และยังเล่นกีต้า, เบส, กลองชุด และเครื่องเป่าต่าง ๆ เช่น แซ็กโซโฟน คลาริเน็ต เลยทำให้สนใจเรื่ององค์ประกอบต่าง ๆ ของเพลง และประกอบกับการชอบฟังเพลงหลากหลายแนวตั้งแต่เด็ก ช่วงมัธยมปลายผมได้มีโอกาสโปรดิวซ์เพลงเองร่วมกับเพื่อน ๆ 2-3 เพลง โดยทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์, เรียบเรียง และ นักเปียโน และยังทำต่อเรื่อย ๆ มาจนถึงช่วงมหาวิทยาลัย ก็ได้ทำงานเป็นนักดนตรีอาชีพออกทัวกับศิลปินต่าง ๆ ทำให้ได้เริ่มจากการเป็นนักดนตรีห้องอัดและเรียบเรียงเพลง พอช่วงปลายของมหาลัยได้มีโอกาสได้เป็นผู้ช่วยโปรดิวเซอร์และหลังจากนั้นไม่นานก็ได้มาเป็นโปรดิวเซอร์อย่างเต็มตัว ถึงผมจะหยุดการทัวคอนเสิร์ตกับตัวศิลปินที่ผมทำเพลงให้มาสักพักนึงแล้ว แต่ผมก็ยังทำหน้าที่เป็นนักดนตรีอัดเสียงให้กับเพลงที่ผมโปรดิวซ์ให้อยู่ ไม่ว่าจะเป็น เปียโน คีย์บอร์ด ซินธิไซเซอร์ กีต้า เบส กลอง เพอคัสชั่น เครื่องไหนที่ผมเห็นว่าถ้าผมจะเล่นลงไปแล้วเหมาะสมกับเพลงนั้น ๆ ผมก็ยังสนุกที่จะทำมันอยู่ในทุก ๆ วันครับ

       

ส่วนการเล่นคอนเสิร์ตนั้น ผมยอมรับว่าตอนนี้ผมคิดถึงมันมาก ๆ เพราะหนึ่งในอาชีพที่ผมชอบอาชีพหนึ่งเลยคือ Music Driector ที่เป็นผู้ร่วมเล่นกับวงด้วยจริง ๆ มันสนุกสุด ๆ เลยยิ่งคนที่เลือกมาเล่นด้วยกันเป็นเพื่อน ๆ ที่รู้ใจกันมาตั้งแต่เด็ก

 

นี้คือมุมของผมกับคำถามนี้หวังว่าทุกคนจะเข้าใจเรื่องของการเป็นโปรดิวเซอร์มากขึ้น ถ้าอยากจะติดตามผลงานของผมต่อเข้าไปดูได้ใน IG: Redclaystudio และ IG: Redclayrecordings ตอนนี้ผมได้เปิดค่ายเพลงและสตูดิโอเป็นของตัวเอง เพื่อน ๆ ใครที่สนใจผมงาน หรืออยากจะเข้ามาทำงานกับผม ติดต่อเข้ามากันได้เลยครับ

Kandi Kev

ในมุมมองของดีเจและ producer คิดว่าการทำเพลงและฟังเพลงในแบบอะนาล็อก (ฟังแผ่นเสียง/เครื่องดนตรี) กับสตรีมมิ่งดิจิตอลต่างกันอย่างไร ?

 

Kevin: ส่วนการฟังพลงนั้น การฟังเพลงแบบแผ่นเสียงหรือ Steaming สำหรับผมนั้นคล้าย ๆ กันเพราะแผ่นเสียงก็มีเสียงที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของตัวเองในแต่ละช่วงปี การพิมแผ่นในแบบต่าง ๆ แผ่นขนาดต่าง ๆ หรือการเล่นแผ่นในความเร็วต่างๆล้วนส่งผลต่อเสียงที่ออกมาทั้งนั้น เหมือนกับระบบ Steaming ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ แต่ละบริษัทหรือผู้ให้บริการนั้นมีการจัดการไฟล์เสียงต่างกัน ทำให้เพลงที่ถูกทำขึ้นมานั้นพอเข้าไปอยู่ในแพลทฟอร์มต่าง ๆ แล้วเสียงแตกต่างกันออกไป สำหรับผมแล้วนั้นยังไม่มีอะไรมาแทนกันได้ แล้วแต่ผู้ฟังว่าอยากจะได้ยินเพลงนี้จากที่มาไหน

 

ส่วนการไปหาฟังนั้น แบบแผ่นเสียงจะลำบากกว่าสำหรับสมัยนี้เพราะว่าการเข้าถึงแผ่นเสียงในบางประเทศนั้นยากมากเช่นประเทศไทย แต่พอมีเทคโนโลยีใหม่หรือการ Steaming เกิดขึ้นมาทำให้ผู้ฟังเข้าไปเลือกรับฟังได้ง่ายขึ้นมาก

 

สำหรับผมชอบเลือกฟังเพลงโดยจับคู่เครื่องเสียงให้ตรงกับยุค เช่นถ้าคุณมีลำโพงยุค 70’s สักตัวแล้วลองเอาไปจับคู่ฟังกับแผ่นเสียงของยุค 60’s-70’s ก็จะทำให้ได้อารมณ์ไปอีกแบบเพราะลำโพงยุคใหม่ ๆ นั้นจะมีเสียงเบสและเสียงแหลมมากว่าลำโพงยุคก่อนๆอยู่มาก ทำให้คนยุคก่อนนั้นไม่ได้จัดการเสียงได้เหมือนกับสมัยนี้ อันนี้เป็นความคิดส่วนตัวของผมนะครับ ส่วนใครชอบแบบไหนก็ลองไปเลือกลองและหาฟังกันได้ครับ



ช่วยนิยามสไตล์เพลงของคุณได้เราฟังหน่อยได้ไหม อะไรคือสไตล์ที่แท้จริงของคุณ?

Mighty: หลัก ๆ ผมชอบ vibe แนว Oldschool เพลงที่ทำให้รู้สึก feel good ครับ ตั้ง Commercial Top 40 ไปจนถึง Underground แต่ถ้าเวลาผมหาแผ่นเสียงจะค่อนข้างเน้นเป็นอีกแบบ เน้นหา selection ที่มีซาวด์เสียงดนตรีต่าง ๆ ของ Loops Drum breaks, Keys, Bass line ในเพลงที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนมาเก็บไว้เพื่อต่อยอดต่อไปใน music production หรือ DJ ครับ

 

เริ่มเข้ามาในวงการดีเจอย่างเต็มตัวได้ยังไง?

Mighty: ได้ลงสนามเปิดครั้งแรกที่ซานฟรานครับ ตอนนั้นประมาณช่วงปี 2007

ทุกเดือนวันอาทิตย์ผมจะได้ไปเปิดร้าน Adidas Shoebiz กับ FTC บน Haight Street ตอนนั้นขนยกลังแผ่นเสียงแนว Funk, Soul กับ Hip Hop ไปที่ร้าน และมีแจมกับศิลปินมาวาด street live painting บรรยากาศเป็นร้านสตรีทและร้านสเกต ฟิวดีและมันส์มากครับ ได้มีโอกาศเจอ Dj Q-bert เดินเข้ามาที่ร้านตอนเปิดก็งงไปเลยครับ

 

พอได้กลับมาไทยช่วง 2010 ก็ได้ร่วมกับวง Indikator ต่อ เป็นวง Soulful Hip-Hop / R&B มีพี่ Sinnamon / Mazzy(UK) / MIKE DJ LOW (US) / LEO / PING (MONOTONE) / SINGH (Sqweeze Animal) / KIRKY ซึ่งตอนนั้นวงเป็นส่วนหนึ่งของ Burin Granturismo กับ เพลง “ได้โปรดบอก” 

 

ต่อมาช่วงปี 2015 ผมได้เริ่มขายแผ่นเสียง Kratewzie Records ร่วมงานกับ Flea market ต่าง ๆ จนถึงปี 2017 ได้ไปร่วมงาน Record Show ที่โตเกียว ณ RYOGOKU RECORD SHOW กับ Shimokitazawa Record Market เป็น 2 ครั้ง ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ได้ไปสัมผัส Japanese Hip Hop scence ญี่ปุ่นที่ยัง diggin’ in the crates สะสมแผ่นและเล่นแผ่นเสียงกันอยู่ ได้เจอตำนานอย่าง Maseo (De la soul), Dj Koco, Dj Sarasa ที่เป็นแรงบันดาลใจของแฟน​ ๆ Hip Hop ญี่ปุ่น เป็นประสบการณ์ที่ทำให้ผมรับรู้ว่าดีเจมีบทบาทต่อร้านแผ่นเสียงมากแค่ไหน และร้านแผ่นเสียงให้คุณค่ากับดีเจมากแค่ไหน และ CD Mixtape ยังเป็นตัวขับเคลื่อน Vinyl Culture อยู่เหมือนกัน

RYOGOKU RECORD SHOW, Tokyo

ในมุมมองของดีเจและโปรดิวซ์เซอร์ คิดว่าการทำเพลงและฟังเพลงในแบบอะนาล็อก (ฟังแผ่นเสียง/เครื่องดนตรี) กับ สตรีมมิ่ง ดิจิตอลต่างกันอย่างไร ?

Mighty: เรื่องรายละเอียดของคุณภาพเสียงต่างกันอย่างชัดเจนครับ แบบอะนาล็อก ความดังของเพลงที่ไม่รู้สึกบาดหู และรายละเอียดภาพที่ชัดและมีมิติกว่า มันทำให้ได้ฟิลลิ่งที่ดีกว่า เปรียบเทียบเหมือนเวฟข้าวกินเองกับให้เชฟทำให้ที่ร้าน กลิ่นกับความสดของวัตถุดิบมันต่างกัน

 

ในขบวนการทำเพลงก็เช่นกันครับ เสน่ห์ของแผ่นเสียงทำให้เราย้อนกลับไปศึกษาประวัติเรื่องราวที่มาที่ไปของซาว์ด วิธีการเล่นและอัด เทคนิคต่าง ๆ ของ sound engineer และ producer หรือรายละเอียดในปกแผ่นเสียงที่บอกถึงเครื่องดนตรีที่เขาใช้อัดกันยุคนั้น มันน่าทึ่งตรงที่เรายังรู้สึกดีกับซาวด์นั้นอยู่ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน

คิดว่าดนตรีฮิปฮอปมีอิทธิพลต่อสังคมอย่างไร ? แล้วชอบฮิปฮอปยุคไหนมากที่สุด ?

Mighty: ฮิปฮอปก็เป็นแรงบันดาลใจหนึ่งที่ให้คนรู้จัก express ตัวเอง เต็มไปด้วย creativity ครับ ไม่ว่าจะ Emcee, B-boy, DJ และ Graffiti ฮิปฮอปสร้างแรงบันดาลใจให้คนเห็นว่าเราสามารถสร้างอะไรใหม่ ๆ from nothing to something ครับ ซึ่งยุค 90s น่าจะเป็นยุค Golden Era ที่นำเสนอฮิปฮอปได้เข้มข้นที่สุดสำหรับผมครับ ณ ตอนนั้น Eastcoast vs. Westcoast Hip Hop แข่งกันทำเพลงเจ๋ง ๆ กันออกมา ซึ่งแตกสไตล์มามากมายเช่น Boombap, Backpack rap, Gangsta rap, G-Funk เป็นต้น

 

ใครเป็นศิลปิน, ดีเจในดวงใจ หรือ ไอดอลของเรา?

Mighty: DR.DRE, PETE ROCK, DJ PREMIER, J-DILLA, MADLIB, 9thWonder, EasyMobee, Dj Quik, Battlecat, ERIC LAU & Budgie 

 

แผ่นเสียงอั้ลบั้มที่ชอบ ?

Mighty: ตอนนี้คือแผ่นของวง XYZ, อัลบั้ม “คิดไม่ออก” เพลง “สายรุ้ง’26”



ศิลปะของการดีเจคืออะไร ?

Mighty: เปิดเพลงเพราะ ๆ ให้คนเต้น ให้คนฟังครับ

 

ทำยังไงถึงจะหาสไตล์ของตัวเองให้เจอ ?

Mighty: พยายามสังเกตสิ่งที่เราสนใจหรือชอบ ลองทำก่อน แล้วค่อยลองมานั่งทบทวนดู

 

ตอนนี้มีเป้าหมายอะไรเกี่ยวกับอาชีพดีเจบ้าง?

Mighty: เปิดเพลงเพราะ ๆให้คนเต้น ให้คนฟังครับ และก็หยอดกระปุกซื้อแผ่นเสียงต่อไปครับ 

 

เล่าให้ฟังถึงโปรเจคใหม่ The Fan ให้ฟังหน่อย

Mighty: ของวง The Fan นั้นเพิ่งได้ร่วมกับค่าย RedClay ครับ

จะมีกลิ่นความ Hip Hop, R&B, Funk, Soul, Gospel และ Jazz เต็มเครื่องเพื่อโยกแน่นอนครับ เป็นโปรเจครวมตัว Sinnamon (Rapper/singer) /Tabeazy (Rapper/singer) /KandiKev (Keys) / Yuu(Bass) / PrinceJelly(Drum) /Mighty NP(DJ).

วง The Fan

สุดท้าย อยากให้ฝากอะไรไปถึงน้องๆ รุ่นใหม่ที่มีความฝันอยากจะเป็นดีเจหน่อย

Mighty: เริ่มจากเพลงที่เราให้ความสนใจก่อนครับ และพัฒนาเพลย์ลิสนั้นไปเรื่อย ๆ เช่น จากเพลงที่ชอบ ติดตามโปรดิวเซอร์เพลงนั้น และติดตามโปรดิวเซอร์ของโปรดิวเซอร์อีกที น่าจะช่วยให้เรามีไอเดียในการจัดเซทของตัวเองมากขึ้น จนรู้สึกพร้อมและลองออกสนามไปเปิดให้คนฟังดูเลย

Close
Close
Sign in
Close
Cart (0)
No products in the cart.




We use the term cookies for increasing efficiency and user experience of using our website. You can learn more our Cookies Policy and setting the consent of cookies by cookies setting

Privacy Preferences

You can turn on or turn off each cookie, except Strictly Necessary Cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save