ทำไมบัตรเทศกาลดนตรีถึงราคาแพง

ทำไมราคาบัตรเทศกาลดนตรีถึงแพงขึ้น? เป็นคำถามที่ทั้งตัวเราเองและใครหลายๆ คนก็คงสงสัย แต่ทำไมเราถึงยอมจ่ายในเมื่อมันแพงขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีทีท่าจะลดลงมาเลย

ใน 20 ปีที่ผ่านมา เทศกาลดนตรีอย่าง Glastonbury, Reading and Leeds, Lollapalooza หรือ Coachella มีความนิยมมากขึ้น ซึ่งความนิยมมากขึ้นนี้ ทำให้ผู้จัดงานต้องเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก น้ำ ไฟ ที่พัก การจัดการจราจร การเดินทางเข้ามาในงาน แม้กระทั่งสัญญาณ Wi-Fi ทรัพยากรต่างๆ ที่ผู้ร่วมชมงานเหล่านี้ต้องการมากขึ้นทุกปี และโปรดักชั่นต่างๆ เช่น แสง สี เสียง ที่ต้องอลังการ ส่งผลถึงการจ้างแรงงานคนเพิ่ม นั่นหมายถึงราคาของต้นทุนที่ต้องเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เทศกาลดนตรีนั้นดีสำหรับตัวศิลปินเสมอ ไม่ว่าจะงานเล็กหรือใหญ่ เพราะว่าเป็นหนทางที่ศิลปินจะทำเงิน ได้ฐานผู้ฟังมากขึ้น จากการรวมศิลปินจำนวนมากมาไว้ในงานเดียว และได้โปรโมตตัวเองอีกด้วย อีกทั้งการเข้ามาของสตรีมมิ่งที่ทำให้ยอดขายแบบ physical records ลดลง การออกทัวร์จึงเป็นทางออกของศิลปินในยุคนี้

การติดต่อว่าจ้างศิลปินมาทำการแสดง ยกตัวอย่างในกรณีของประเทศอังกฤษ ส่วนมากต้องผ่านโปรโมเตอร์ ซึ่งหลักๆ ก็จะมี 2 บริษัท คือ Live Nation และ AEG Live โดย 2 บริษัทนี้มีส่วนในการครอบครองตลาดของเทศกาลดนตรีมาก โปรโมเตอร์เหล่านี้ต้องการให้ศิลปินเล่นในเทศกาลที่ใหญ่กว่าและพร้อมที่จะให้เงินมากกว่าอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเทศกาลดนตรีเล็กๆจึงมักไม่ได้ไลน์อัพดีๆ ซักเท่าไหร่นัก ถ้าเงินไม่มากพอ

การก้าวกระโดดของราคาบัตรเทศกาลดนตรีใหญ่ๆ ของอังกฤษอย่าง Glastonbury ในปี 1979 บัตรมีราคา 5 ปอนด์ แต่ในปี 2019 บัตรมีราคา 248 ปอนด์ ซึ่งแพงขึ้นจากปี 1979 ถึง 50 เท่า หรืองาน Bestival ราคาบัตรแพงขึ้นถึง 124% ตั้งแต่การจัดงานครั้งแรกในปี 2004 บัตรราคา 85 ปอนด์ และในปี 2013 บัตรมีราคา 190 ปอนด์ เมื่อเทียบกับเทศกาลดนตรีในยุโรปที่มีราคาถูกกว่ามาก เช่น EXIT festival ในประเทศเซอร์เบีย ราคา 89 ปอนด์ Rosklide ในเดนมาร์ค ราคา 187 ปอนด์ สำหรับงาน 8 วัน Bilbao ในประเทศสเปน ราคา 96 ปอนด์ โดยที่รวมค่าเครื่องบินและการเดินทางทั้งหมดก็ยังถูกกว่าการไปงานเทศกาลดนตรีในอังกฤษ แถมยังรับประกันได้ถึงเรื่องของอากาศที่มีแดดจัด ไม่แปรปรวนแบบอังกฤษแน่นอน แต่ถึงแม้ว่าราคาบัตร Glastonbury จะสูงลิบลิ่วแค่ไหนก็ตาม บัตรจำนวน 135,000 ใบก็ยังถูกขายหมดอย่างรวดเร็วในเวลา 25 นาที กว่าหนึ่งเดือนก่อนที่ไลน์อัพจะถูกประกาศด้วยซ้ำ

ด้วยปัจจัยดังกล่าวนี้ อาจกล่าวได้ว่า gig-goer เหล่านี้ ยินดีจะจ่ายเงินโดยที่ไม่จำเป็นต้องรู้ไลน์อัพหรือเฮดไลน์เนอร์ว่าศิลปินในปีนั้นๆ คือใคร พวกเขายินดีจ่ายเงินราคาแพงเพื่อซื้อประสบการณ์แห่งความสุขมากกว่าเสียเงินเพื่อซื้อสิ่งของที่จับต้องได้ เพราะความสุขจากประสบการณ์ที่คนเราได้รับนั้นมันจะเชื่อมโยง ‘เรา’ เข้ากับ ‘คนอื่น’ ได้ยาวนานกว่าสิ่งของ เราไปเพราะว่าอยากสัมผัสบรรยากาศในงาน เราถ่ายรูปเพื่อให้รู้ว่าเรามีตัวตนอยู่ในเทศกาลดนตรีนั้นๆ เราเซลฟี่เพื่อเป็นของที่ระลึกเหมือนที่เราไปเที่ยวตามชายหาด นั่นไม่ต่างกัน ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เรียกว่า “Experience Economy” โดยคำนี้ถูกกำหนดโดย Joseph B. Pine และ James H. Gilmore ในปี 1998 ซึ่งได้นิยามแนวคิดนี้ว่า “ธุรกิจจำเป็นจะต้องสร้างสิ่งที่สามารถแปรเป็นความทรงจำให้กับผู้บริโภคได้ และความทรงจำนั้นเองก็จะกลายเป็นสินค้าในอีกรูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า “ประสบการณ์”

ในส่วนของบ้านเราตอนนี้สถานการณ์เทศกาลดนตรียังไม่ชัดเจนนักเรื่องการขายประสบการณ์ แต่ที่ชัดเจนมากๆ ก็คืองาน Wonderfruit ที่ขายประสบการณ์ ไลฟ์สไตล์ แบบ hideaway และความ slow life ซึ่งเทศกาลดนตรีอื่นๆ ในไทย เช่น Maho Rasop หรือ Very festival ที่จะจัดขึ้นเร็วๆ นี้ยังไม่ได้มีคอนเซปท์แบบนี้เท่าไหร่นัก

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทั้งความนิยมและความต้องการของผู้เข้าชมที่ส่งผลให้ต้องมีการเพิ่มทรัพยากรมากขึ้น การเปลี่ยนแปลงของตลาดดนตรีแบบกลับหัวที่มีระบบสตรีมมิ่งเข้ามาทำให้ศิลปินไม่สามารถทำเงินจาก physical records ได้อีกต่อไป การถูกครอบงำโดยบริษัทโปรโมเตอร์ยักษ์ใหญ่ ไปจนถึงการก้าวกระโดดของราคาบัตรเทศกาลที่เพิ่มขึ้นทุกปี และการขายประสบการณ์แบบ “Experience Economy” ต่างก็เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาบัตรนั้นมีแต่จะเพิ่มขึ้นทุกปีนั่นเอง

source : shorturl.at/ntwP2

https://www.youtube.com/watch?v=PMfkO3Pv4VQ

/ https://www.crunch.co.uk/knowledge/expertise/why-are-festival-tickets-so-expensive

A girl who believe that music, film and food can heal the soul.
Close
Close
Sign in
Close
Cart (0)
No products in the cart.




We use the term cookies for increasing efficiency and user experience of using our website. You can learn more our Cookies Policy and setting the consent of cookies by cookies setting

Privacy Preferences

You can turn on or turn off each cookie, except Strictly Necessary Cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save